www.krabiall.com
 

เมืองกระบี่ แท้จริงเป็นเมืองช้าง

ประโยคนี้ ผมได้มาจากหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งหนังสือเล่มนี้ผมได้มาด้วยความบังเอิญจากครอบครัวของผม และผมเองก็ไม่เคยได้เปิดอ่าน ในความคิดมีเพียงว่า หนังสือทุกเล่มมีคุณค่า และที่สำคัญหน้าปกหนังสือผมเห็นเป็นรูปบุคคลสำคัญ บุคคลหนึ่งของจังหวัดกระบี่ ก็เลยเก็บเอาไว้วันไหนอยากอ่านก็หยิบมาอ่านได้ และในวันนี้เอง 27 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผมได้เปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมอ่านไปถึงหน้าที่ 127 "แท้จริง เมืองกระบี่เป็นเมืองช้าง ผมรู้สึกงงและสงสัยและก็อ่านต่อไป ทำให้ผมรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างยิ่งและหนังสือเล่มนี้ทำให้ผมทราบรายละเอียดหลายๆอย่างเกี่ยวกับจังหวัดกระบี่ จึงทำให้บทความนี้เกิดขึ้นที่ www.krabiall.com ผมขออนุญาตคัดลอกบทความตอนหนึ่งจากหนังสือเล่มนี้ เพื่อถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลังได้รับรู้สืบไป

ผมขอขอบคุณ ผู้เขียน บรรณาธิการ และผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ทุกท่าน ปัจฉิมลิขิต ชีวิตที่กำหนดเอง

ขอแสดงความนับถือ

www.krabiall.com

=======================================================================================================

บทความตอนหนึ่งจากหนังสือ

ปัจฉิมลิขิต... ชีวิตที่กำหนดเอง

โดย พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล

พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล : บรรณาธิการ

พิมพ์ครั้งแรก : เมษายน 2550

เมืองกระบี่ แท้จริงเป็นเมืองช้าง จากที่มีผู้ตั้งปุจฉาว่า ทำไมชื่อเมืองกระบี่ แท้จริงกระบี่ แปลว่า ลิง หรือแปลว่ามีดดาบ

จังหวัดกระบี่ตั้งแต่โบราณมีช้างป่าอุดมสมบูรณ์ ตั้งแต่ทุ่งสาร เขาพนมเบญจา พรุเตียว ลำทับ สินปุน ทุ่งใหญ่ ไปถึงนครศรีธรรมราช ส้วนแล้วแต่อุดมไปด้วยช้างป่า รวมทั้งช้างเผือกประจำรัชกาล จนมีคำกล่าวขานว่า

"ช้างเผือกเกิดในป่า ช้างเผือกคู่พระบารมีเกิดที่ป่าลำทับ"

พระเศวตอดุลยเดชพาหา ช้างเผือกคู่พระบารมี

เมื่อเดือนสิงหาคม 2546 ในห้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2547 ขณะที่ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์และคณะ เข้าชี้แจงงบประมาณส่วนขององค์การสวนสัตว์อยู๋นั้น ผมในฐานะรองประธาณคณะกรรมาธิการได้สอบถาม คุณโสภณ ดำนุ้ย ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ว่า "ท่านผู้อำนวยการ คุณพระสบายดีหรือ"

  • หลายคนในคณะทำสีหน้างุนงงคุณโสภณขมวดคิ้ว มองหน้าผม แล้วนึกขึ้นมาได้ ตอบว่า "สบายดีครับ"
  • ขณะนี้อายุเท่าไหร่แล้ว?" ผมถามต่อ
  • "ประมาณ 51-52 แล้วครับ"
  • "อยู่ที่ไหน?"

"สำนักพระราชวังเชิญกลับไปยืนโรงอยู่ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐานแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 จนถึงปัจจุบันครับ"

ผมเรียนให้ที่ประชุมทราบว่า ผมกำลังถามถึง "พระเศวตอดุบยเดชพาหน" ช้างเผือกคู่พระบารมีประจำรัชกาล จากจังหวัดกระบี่

คุณพระ คือช้างเผือกคู่พระบารมีเชือกแรกประจำรัชกาล จากอำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ ซึ่งจังหวัดได้น้อมเกล้าฯ ถวายพลายสำคัญเชือกนี้ แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2501

ผมเรียนให้ที่ประชุมทราบต่อไปว่า "คนกระบี่รำลึกว่า ช้างเผือกเกิดในป่า ช้างเผือกคู่บารมีเกิดที่จังหวัดกระบี่ หลังจากได้น้อมเกล้าฯ ถวายไปแล้วจนบัดนี้ เวลาผ่านมาร่วม 50 ปี บ้านเกิดของคุณพระจากตำบลลำทับยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอลำทับหลายปีแล้ว บ้านเมืองเปลี่ยนไปมาก แต่คนจังหวัดกระบี่ยังจำเรื่องราวของคุณพระได้ จากช้างน้อยเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว ผู้เฒ่าผู้แก่รำลึกได้ คนหนุ่มสาวจำนวนมากรำลึกถึง อยากทราบว่าบัดนี้คุณพระอยู่ดีมีสุขอย่างไร อยู่ที่ไหน จากช้างน้อยเมื่ออายุเพียง 5-6 ขวบ บัดนี้เติบโตเป็นช้างพลายที่งามสง่าเพียงไร ผมขอความกรุณาท่านผู้อำนวนการจัดภาพถ่ายคุณพระเมื่อขณะทำพิธีสมโภชเจิมอ้อยแดงจารึกนาม พระราชทานเครื่องคชาภรณ์ กับขอภาพถ่ายคุณพระ ณ ปัจจุบันกลับไปให้ชาวกระบี่ได้ชื่นชม

ผมขออนุญาตคัดลอกประวัติย่อส่วนหนึ่งของ คุณพระ ไว้ในหนังสือดังนี้

พระเศวตอดุยเดชพาหน

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2499 รัชกาลปัจจุบันได้ข่าวช้างเผือกเป็นครั้งแรก เป็นช้างพลายเผือกโท ลูกเถื่อน มีมงคลลักษณะเป็นสีประหลาด เข้าคอก นายแปลก ฟุ้งเฟื่อง ที่ตำบลลำทับ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่* (*ตำบลลำทับ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ปัจจุบันคือ ตำบลดินอุดม อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่)

กระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้องค์การสวนสัตว์ จัดเจ้าหน้าที่รับไปเลี้ยงไว้ที่สวนสัตว์ดุสิต องค์การสวนสัตว์ให้เงินเลี้ยงดู 6,000 บาท ประธานองค์การสวนสัตว์ขณะนั้น พลโท บัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ได้เชิญ พระราชวังเมืองสุริยชาติ สมุห (ปุ้ย คชาชีวะ) อดีตเจ้ากรมช้าง มาพิจารณาดูลักษณะ ตรวจ คชลักษณ์ พราะราชวังเมืองพิจารณาตรวจคชลักษณ์แล้ว ชี้แจงลักษณะพลายสำคัญคือ

  1. เป็นช้างพลายสำคัญอายุประมาณ 3 ขวบ
  2. สูงประมาณ 154 ซ.ม.
  3. งาขวาซ้าย งามเรียวเป็นต้นปลาย ยาว 295 ซ.ม.
  4. หูหางงามพร้อม หางปัดตลอด
  5. ตาขาวเจือเหลือง
  6. เพดานขาวเจือชมพู
  7. ลักษณะโกศ ขาวชมพู
  8. เล็บขาวเจือเหลืองอ่อน
  9. ขนโขนมสีน้ำผึ้งโปร่ง ต้นขนเจือแก่ ปลายขนแดง
  10. ขนหูขาว
  11. ขนบรรทัดหลังสีน้ำผึ้งโปร่ง เจือแดง
  12. ขนตัวขึ้นขุมละ 2 เส้น สีน้ำเงินโปร่งเจือแดง ปลายขนแดงอ่อน
  13. ขนหางสีน้ำผึ้งแก่ เจือแดงอ่อน
  14. สีกายสีบัวแดง

มีลักษณะตรงตามคชลักษณ์ อยู่ในตระกูลพรหมพงศ์ จำพวก อิฐทิศ ชื่อกมุท สีกายดังดอกโกมุท เสียงกรนขณะหลับสนิทเป็นมงคล ประทำทิศหรดี สมควรเป็นช้างคู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จึงกราบทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ขอน้อมเกล้าฯ ถวายช้างพลายสำคัญเชือกนี้แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2501 เวลา 15.20 น. ณ. สนามหญ้าด้านตะวันออกในสวนสัตว์ดุสิต

ทรงรับช้างเผือกด้วยความปลาบปลื้มพระราชหฤทัยและให้คงไว้ที่สวนสัตว์ดุสิต แล้วเสด็จประทับเกยช้างเบญจพาษทรงรับเต้าพระพุทธมนต์จากพระราชครู แล้วหลังน้ำพระพุทธมนต์ลงเหนือตะพองช้างพลายสำคัญ แล้วทรงรับมาลัยจากประธานองค์การสวนสัตว์คล้องให้แกช้างพลายสำคัญ

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2502 มีพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ ให้กำหนดพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางในพระราชพิธี ทรงเสด็จประทับเกยช้างเบญจพาษ ทรงคล้องเสมาพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. ทองคำลงยา แล้วหลังน้ำพระพุทธมนต์ด้วยพระเต้าเทวบิฐ และน้ำพระมหาสังข์พระราชทานแก่ช้างเผือกสำคัญแล้วเสด็จลงทรงเจิมอ้อยแดงจารึกนามพระราชทาน ช้างสำคัญว่า " พระเศวตอดุยเดชพาพน" แล้วพระมหาราชครูพิธีศร๊วิสุทธิคุณรดน้ำสังข์ต่อไปตามพระราชประเพณี เสร็จแล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเครื่องคชาภรณ์ให้แต่งช้างสำคัญพราหมณ์อ่านฉันท์สดุดี จบเบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชพระยาช้างต้น เวียนเทียนสมโภชเสร็จ พราหมณ์เจิมพระยาช้างต้นแล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ

เมื่อช้างพลายสำคัญได้ยืนโรงช้างหลวงในพระราชวังดุสิตครบ 7 วัน ให้นำช้างสำคัญไปเลี้ยงไว้ในสวนสัตว์ดุสิตพระราชทานเงินสร้างโรงช้างพลายสำคัญโดยเงิน งบประมาณชองสำนักพระราชวังเป็นเงิน 150,000 บาท แล้วพระราชทานเงินส่วนพระองค์สร้างโรงช้างบริวารไว้สองข้าง ด้านละ 2 ช่องเป็นเงิน 190,000 บาท รวม 340,000 บาทและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถพระราชทานค่ากล้วยอ้อยเลี้ยงพระเศวตฯ อีกเดือนละ 150 บาท ทุกเดือน

จน พ.ศ. 2521 สำนักพระราชวังนำพระเศวตฯ ไปยืนโรงที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน (ปัจจุบันพระเศวตฯ ย้ายไปยืนช้างอยู่ที่พระที่นั่งไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)

ช้างพลายสำคัญจากลำทับ จังหวัดกระบี่ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนามเต็มว่า

พระเศวตอดุยเดชพาหน ภูมิพลนวมนาถบารมี

ทุตยเศวตกรีกมุทพรรโณภาส บรมกมลาสนวิสุทธิวงศ์

สรรพมงคลลักษณคเชนทรชาติ สยามราษฏรสวัสดิประสิทธิ

รัตนกุญชรานิมิตบุญญาธิการ ปรมินทรบพิตรสารศักดิเลิศฟ้า