www.krabiall.com

อัศจรรย์ สระน้ำผุด มนต์เสน่ห์อันซีน เขานอจู้จี้

เขานอจู้จี้ จากข้อมูลที่เล่าขานกันว่าเป็นป่าที่ราบต่ำผืนใหญ่แห่งสุดท้ายของภาคใต้ ที่ๆผมรู้จักในนาม นกแต้วแล้วท้องดำ :Gurney's Pitta : Pitta gurneyi คือแรงผลักดันขั้นต้นที่ทำให้ผมเดินทางมาที่นี่ในตอนแรก แต่สุดท้ายผมกลับไม่ได้อะไรเลยจากที่นี่ จากการเริ่มต้นดูนกของผมที่ไม่ดีนัก ผมกลับไปด้วยความผิดหวัง... และเริ่มศึกษาเรื่องการดูนกใหม่อีกครั้ง ปรากฏว่าผมผิดเต็มๆ คงต้องฝึกหัดกันใหม่อีกยาวนาน กว่าผมจะกลับมาดูนกที่นี่ได้อีก ผมบอกกับตัวเองไว้แบบนี้ครับ...

ครั้งนี้ผมกลับมาที่นี่อีกครั้งโดยที่ลืมเรื่องการดูนกไปแบบสิ้นเชิง ครั้งนี้ผมมาเที่ยวครับ ผมมาเดินชมธรรมชาติ ที่ๆผู้คนส่วนใหญ่จะฝักใฝ่มาเล่นน้ำและที่รู้จักกันในนาม "สระมรกต"

ถ้าถามผมว่า มันช้าไปไหมที่ผมจะมาพูดถึงเรื่องสระมรกต ก็คงต้องยอมรับว่า ใช่ เพราะใครๆ ส่วนใหญ่ก็รู้จักที่นี่กันทั้งนั้น แต่วันนั้นกับวันนี้ไม่เหมือนกันแค่นั้นเองครับ ดังนั้นมันคงจะไม่สายเกินไป หากผมจะนำเสนอมุมใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป... (บ้างนิดหน่อย :-))

แรงปรารถนาของผมครั้งนี้ค่อนข้างชัดเจน กับสองก้าวที่จะคอยแวะเยือนชมธรรมชาติในป่าแห่งนี้ สองก้าวกับการเดินทางเพื่อไปตามหาสระอัศจรรย์ ที่เรียกว่า "สระน้ำผุด" สระที่ผมไม่เคยเดินไปถึงซักทีกับการมาเยือนที่นี่ก่อนหน้านี้ของผม

ทันทีที่ผมมาถึงที่นี่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ผมมองไปรอบๆ ก็รับรู้ได้ว่า วันนี้ผู้คนหนาแน่นทีเดียวสำหรับการมาเยือนเที่ยวที่นี่ ผมมุ่งหน้าเดินไปบริเวณด่านทางเข้า จ่ายค่าธรรมเนียม แรกทางเข้าผมก็เริ่มเก็บภาพทันทีครับ ผมไม่ได้เร่งรีบที่จะเดินไปให้ถึง เพราะยังคงต้องคำนึงกับธรรมชาติสองฟากฝั่งและหวังเพียงว่าจะเก็บภาพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

จากด่านทางเข้า จะมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ 2 เส้นทางให้เลือกเดิน คือ เส้นทางถนนดินลูกรังและทางเดินที่ยกระดับขึ้นมา ไม่ว่าจะเดินเส้นทางไหนก็จะวนมาบรรจบกันครับ ( เดี๋ยวนี้เส้นทางเดินที่ยกระดับได้ทำการปรับปรุงเป็นเส้นทางเดินใหม่แล้วครับ จากเดิมที่เมื่อก่อนเป็นทางเดินแบบไม้)

ส่วนผมนั้นเลือกเส้นทางตามทางเดินยกระดับ ผู้คนส่วนใหญ่ที่เข้าไปพร้อมกันกับผม ต่างเดินแซงหน้าผมไปหมด ไร้ซึ่งเยื่อใยสองฟากฝั่ง เพราะเราค่อนข้างต่างกันอย่างเห็นได้ชัดถึงเรื่องของเป้าหมายของกิจกรรม

กระบี่เพิ่งผ่านช่วงมรสุมฝนตกหนักมา เลยทำให้ที่นี่ดูชุ่มชื้นมากครับ มีอะไรให้ผมเก็บภาพเยอะเลยครับ

ผมเดินถ่ายภาพไปเรื่อย จนมาถึงอาคารก่อสร้าง เหมือนกับหอชมวิวอะไรซักอย่าง แต่ดูเหมือนจะยังไม่เสร็จเรียบร้อยเลย ผมก็อดใจไม่ได้ที่จะขึ้นไป เพราะผมนึกถึง พาโนรามาวิวของผมครับ ผมขึ้นไปข้างบน ดูมุมมอง 360 อาศาอยู่ครู่หนึ่งก็ลงมาเดินทางไปต่อ โชคดีของผมที่วันนี้อากาศดีครับ และโชคดีของทุกๆคนที่มาที่นี่ในวันนี้สำหรับวัตถุประสงค์ที่จะลงเล่นน้ำ ผมคิดในใจ...

ผมเดินมาซักระยะ ผ่านสระที่เรียกว่า สระแก้ว บริเวณนี้ไม่สามารถเล่นน้ำได้ครับ มองลงไปก็จะเห็นปลาอยู่บ้างและที่เห็นชัดเจนก็ปลาช่อนแหละครับ ผมเดินต่อไปไม่นานก็มาถึงสระที่ใครๆ เรียกร้องที่ต้องการจะลงเล่นน้ำ นั่นก็คือ สระมรกต ดูเหมือนว่าสระมรกตแห่งนี้จะเป็นจุดสิ้นสุดของใครบางคน เพราะถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์สำหรับการมาที่นี่เพื่อเล่นน้ำแล้วครับ ผู้คนในวันนี้ที่เล่นน้ำอยู่ในสระมรกตใช้ได้เลยทีเดียว

สระมรกต เป็นสระที่รับน้ำมาจากน้ำตกที่ไหลจากเทือกเขาประ-บางคราม น้ำที่ตกมามีสีเขียวคล้ายมรกต เต็มไปทั้งสระ จึงเรียกสระนี้ว่า สระมรกต น้ำในสระจะอุ่น มีอุณหภูมิประมาณ ๓๐-๕๐ องศาเซลเซียส

ที่นี่เป็นจุดหยุดพักของผมครับ ผมนั่งมองดูผู้คน เด็กๆ ที่ลงเล่นน้ำแล้ว ต่างก็พากันมีความสุขน่าดู ทั้้งนักท่องเที่ยวชาวไทย ชาวต่างชาติต่างก็เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน

ส่วนตัวผมนั้นนั่งพัก และก็หามุมถ่ายภาพไปเรื่อยครับ รู้สึกมีความสุขไปอีกแบบ กับบรรยากาศแบบนี้ในมุมมองตอนเที่ยงวัน (ถึงแม้สระมรกตจะลงเล่นน้ำได้ แต่ก็มีข้อห้ามนะครับ คือ ห้ามกระโดดน้ำ)

ผมนั่งพักอยู่บริเวณสระมรกตอยู่ครู่ใหญ่ ผมต้องไปต่อครับ เพราะเส้นทางเดินชมธรรมชาติของผมยังไม่สิ้นสุดครับ ผมเดินเลี่ยงสระมรกตขึ้นมาอีกเส้นทางหนึ่ง และเก็บภาพบริเวณด้านบนสระมรกตอยู่ครู่หนึ่ง มองเห็นสายน้ำเส้นเล็กๆ อยู่เรียงราย ที่ไหลมาจากด้านบนและไหลลงสู่สระมรกต

สายน้ำเล็กๆแต่ละสายไหลผ่านผิวดินที่มีลักษณะเป็นสีเหลือง คล้ายกับดินเหนียว ใครที่เดินบริเวณนี้ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษครับ พื้นผิวค่อนข้างลื่นทีเดียว

ผมเดินถ่ายภาพไปตามเส้นทางเรื่อยๆ บ้างบางคนก็เดินกลับกัน ส่วนผมนั้นยังคงต้องมุ่งหน้าต่อไป มีบ้างที่ผมแวะพักบริเวณใต้ร่มไม้ โดยต้นไม้สองข้างทางเดินบริเวณนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นต้นชมพู่น้ำครับ

เดินมาได้ซักพักหนึ่งก็มาเจอกับอาคารก่อสร้างรูปแบบเหมือนกับรูปแบบแรกอีกแห่ง ใกล้ๆกับต้นไทร ทำให้ผมอดคิดในใจไม่ได้ว่า นี่ถ้าต้นไทรนี้มีลูกอาคารก่อสร้างนี้ก็น่าจะเหมาะกับการดูนกนะครับ (แต่หากคงต้องมาในตอนเช้า เพราะหลีกเลี่ยงผู้คนที่ค่อนข้างเยอะในตอนกลางวัน)

ผมเดินต่อไปก็มาเจอกับป้ายบอกทางตอนนี้เข้าสู่ป่าดิบชื้นครับ ป่าดิบชื้น (Tropical Rain Forest) บริเวณนี้ก็มีต้นทุ้งฟ้า : APOCYNACEAE พันธุ์ไม้พระราชทานของจังหวัดกระบี่ และมีต้นไม้ใหญ่อยู่เรียงราย

ผมเดินผ่านดงเฟิร์น จากข้อมูลจากป้ายบอก เฟิร์นจัดเป็นพืชยุคโบราณสมัยดึกดำบรรพ์ มักพบขึ้นอยู่ในที่ชุ่มชื้น ได้อ่านแล้วสุดยอดเลยครับไม่น่าเชื่อว่าเฟิร์นจะเป็นพืชยุคโบราณ ซักพักผมก็เดินมาเจอกับธารน้ำใสๆ อีกแห่งครับ (บริเวณนี้ไม่ได้มีป้ายบอกนะครับว่าลงเล่นน้ำได้หรือเปล่า)

ผมเดินต่อไปอีก ก็มาถึง ป่าบริสุทธิ์ : Primaty Forest ที่ยังเป็นป่าบริสุทธิ์คือ ป่าบริเวณนี้ไม่เคยถูกบุกรุกและแผ้วถางมาก่อนจากฝืมือมนุษย์ หากแต่ป่าแห่งนี้หาใช่ป่าบริสุทธิ์สำหรับสัตว์ป่าไม่ เพราะมันคือแหล่งอาหารชั้นดีของสัตว์ป่าครับ คงจะถูกบุกรุกบ่อยครั้งไป :-)

ผมเดินผ่านป่าบริสุทธิ์ เจอกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เราทักทายกันนิดหน่อย และเขาก็บอกกับผมว่า เหลืออีกไม่กี่เมตรก็ถึงแล้ว ผมเดินต่อไปก็มาถึงสระที่ผมตามหา นั่นก็คือ สระน้ำผุด (สระน้ำผุดไม่สามารถลงเล่นน้ำได้)

โห ธรรมชาติอัศจรรย์มากครับ สีน้ำที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ผมถ่ายภาพมุมที่หนึ่ง มุมที่สอง และตามด้วยมุมที่สาม ผมจะกดถ่ายภาพอีกครั้งเป็นมุมที่สี่ อยู่ๆกล้องถ่ายภาพก็มีรูปแบตเตอรี่สีแดงแสดงขึ้นมา พร้อมกับกล้องก็ดับเลย ผมถึงกับหมดแรงอีกครั้ง เพราะต่อจากนี้ไป ผมทำอะไรไม่ได้แล้ว แบตเตอรี่หมดแบบสนิท ชนิดเปิดไม่ขึ้นอีกแล้ว ใช่ซิครับ คำตอบก็คือ ระหว่างทางเดินมาถึงที่นี่ผมเก็บภาพเยอะเกินไป ถึงกับยิ้มให้กับตัวเองเลยทีเดียว...

ตอนนี้ผมได้แต่ชมความอัศจรรย์ของสระน้ำผุดครับ ยิ่งได้อ่านข้อมูลนั้น ช่างมหัศจรรย์จริงๆ สมแล้วกับนิยามที่ว่า อันซีน : Unseen

สระน้ำผุด : Blue Pool ต้นกำเนิดสระมรกต เป็นบ่อน้ำที่มีความใสสะอาด ที่เป็นเช่นนี้เพราะน้ำซับเหล่านี้มาจากภูเขาหินปูนจึงทำให้สระมีสารละลายของแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCo3) ที่ทำให้สารแขวนลอยในน้ำตกตะกอนได้ง่ายและที่เห็นน้ำผุดตลอดเวลาคล้ายน้ำเดือดอันเนื่องจากก้นบ่อมีรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งภายใต้เปลือกโลกมีของเหลวที่มีความร้อนเรียกว่า แมกม่า (magma) ความร้อนจากของเหลวนี้ระเหยมาทางรอยรั่วของเปลือกโลก ทำให้เราเห็นน้ำผุดอยู่ตลอดเวลา
สระน้ำผุดมีเรื่องเล่าว่า ในสมัยโบราณ ชาวบ้านมีความเชื่อว่าเป็นสระที่นางกินรีลงเล่นน้ำ สระน้ำผุดเป็นสระน้ำขนาดเล็ก มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15-20 เมตร เกิดจากน้ำใต้ดินที่พุ่งขึ้นมาบนผิวโลก ผ่านรอยแตกของพื้นดิน (ตาน้ำ) ขึ้นมารวมกันเป็นสระน้ำขนาดเล็กกลางป่า และเป็นธารน้ำลงสู่สระมรกต น้ำในสระที่เห็นมีสีน้ำเงินครามเพราะเป็นน้ำที่มีแร่ธาตุต่างๆหลายชนิดเช่น แคลเซี่ยมคาร์บอเนต, แมกนีเซียม, แมงกานีส และกำมะถัน เป็นต้น ทำให้เรามองเห็นน้ำในสระเป็นสีดังกล่าว

สระมรกตสุดขอบฟ้าพาโนรามา

... การเดินทางเพื่อเยี่ยมชมธรรมชาติที่นี่ เขานอจู้จี้ สระมรกต สระน้ำผุดของผม ถึงแม้มันจะไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัวมากนักสำหรับผมจากเส้นทางสองฟากฝั่ง แต่ที่นี่ก็ยังทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย และสบายไปอีกแบบ ใช่ครับมุมมองพื้นที่และสถานที่เดียวกัน แต่มุมมองความรู้สึกและเป้าหมายของคนที่มาที่นี่ย่อมต่างกัน วันนี้ที่นี่ สระน้ำผุด แห่งนี้ คือ ที่ๆอัศจรรย์สำหรับผมครับ ผมพกพาความรู้กลับบ้านเพียบเลย และผมก็ดีใจที่ข้อมูลเหล่านี้ผมได้เผยแพร่ต่อไปให้ใครต่อใคร ได้รับรู้ว่า ที่นี่ กระบี่ สวยงามเพียงใด ...

ของฝากครับ : Save Our Sea, Save Krabi, Save the Wold : ร่วมเที่ยวกระบี่แนวใหม่ หัวใจสีเขียวไปกับเรา เพื่อการท่องเที่ยวกระบี่ที่ยั่งยืน

ขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช National Park Wildlife and Plant Conservation Department

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.krabi-tourism.org

ขอขอบคุณ อาเด๊ะ ไกด์ผู้ร่วมเดินทางไปตลอดเส้นทางกับผม

ขอบคุณครับ

มิถุนายน ๒๕๕๕

ป. ปฏิมินทร์... เรื่องและภาพ

ข้อมูลเชิงวิชาการ

สระมรกต : Emerald Pool

สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปีแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในขณะนั้น สภาพที่ดีซึ่งจะเห็นสระเป็นสีเขียวมรกตสดใส มักจะเป็นช่วงเวลาเช้า และเย็น โดยเฉพาะในวันฤดูร้อนที่ท้องฟ้าสดใสปราศจากเมฆฝน
สระมรกตเป็นสระสีเขียวกลางธรรมชาติที่ร่มรื่น โดยสระน้ำมีขนาดกลาง สามารถลงเล่นน้ำได้ น้ำในสระจะอุ่น เพราะกำเนิดมาจากธารน้ำอุ่น ในผืนป่าที่ราบต่ำภาคใต้ เป็นน้ำพุร้อนลักษณะเป็นสระน้ำร้อน ๓ สระ น้ำใสเป็นสีเขียวมรกต มีอุณหภูมิประมาณ ๓๐-๕๐ องศาเซลเซียส รอบๆ บริเวณเป็นป่าร่มรื่นเขียวครึ้มมีพรรณไม้ที่น่าสนใจ รวมทั้งนกที่หาดูได้ยากเช่น นกแต้วแล้วท้องดำ นกกระเต็นสร้อยคำสีน้ำตาล และนกเงือกดำ โดยมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติทีนา โจลิฟฟ์ (ทุ่งเตียว) ซึ่งตั้งชื่อตามคุณทีนา โจลิฟฟ์ ชาวอังกฤษ ผู้ริเริ่มความคิดที่จะรักษาอนุรักษ์ป่าดิบชื้นผืนนี้ไว้ไม่ให้ถูกทำลาย เพื่อเป็นการระลึกถึงความตั้งใจและเป็นอนุสรณ์สำหรับคุณทีนา จึงตั้งชื่อเส้นทางศึกษาธรรมชาติเส้นนี้ว่า เส้นทางศึกษาธรรมชาติทีนา โจลิฟฟ์ (ทุ่งเตียว) เส้นทางเดินศึกษานี้มีระยะทาง ๒.๗ กิโลเมตร ตลอดเส้นทางจะมีป้ายสื่อความหมายที่จะคอยบอกเล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ในป่าให้นักเดินทางได้ศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยมีจุดเริ่มต้นอยู่ก่อนถึงสระมรกตของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ประมาณ ๘๐๐ เมตร เส้นทางจะผ่านผืนป่าเล็ก ๆ ซึ่งเป็นป่าที่ราบต่ำที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยทางภาคใต้ของประเทศไทย เส้นทางนี้จะแสดงลักษณะของป่าดิบชื้นที่ราบต่ำอย่างแท้จริง ภายหลังได้มีการจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางครามขึ้น จึงเป็นที่ดึงดูดใจของนักท่องเที่ยว ภายในสระมรกตไม่มีร้านค้า จะมีอยู่ปากทางเข้าชมสระมรกต

ค่าธรรมเนียมการเข้าชม
คนไทย เด็ก 10 บาท ผู้ใหญ่ 20 บาท
 ต่างชาติ เด็ก 100 บาท ผู้ใหญ่ 200 บาท
เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ 08.30 น. ถึง 17.00 น. ทุกวัน


สระน้ำผุด : Blue Pool

ต้นกำเนิดสระมรกต เป็นบ่อน้ำที่มีความใสสะอาด ที่เป็นเช่นนี้เพราะน้ำซับเหล่านี้มาจากภูเขาหินปูนจึงทำให้สระมีสารละลายของแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCo3) ที่ทำให้สารแขวนลอยในน้ำตกตะกอนได้ง่ายและที่เห็นน้ำผุดตลอดเวลาคล้ายน้ำเดือดอันเนื่องจากก้นบ่อมีรอยแยกของเปลือกโลก ซึ่งภายใต้เปลือกโลกมีของเหลวที่มีความร้อนเรียกว่า แมกม่า (magma) ความร้อนจากของเหลวนี้ระเหยมาทางรอยรั่วของเปลือกโลก ทำให้เราเห็นน้ำผุดอยู่ตลอดเวลา
สระน้ำผุดมีเรื่องเล่าว่า ในสมัยโบราณ ชาวบ้านมีความเชื่อว่าเป็นสระที่นางกินรีลงเล่นน้ำ สระน้ำผุดเป็นสระน้ำขนาดเล็ก มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15-20 เมตร เกิดจากน้ำใต้ดินที่พุ่งขึ้นมาบนผิวโลก ผ่านรอยแตกของพื้นดิน (ตาน้ำ) ขึ้นมารวมกันเป็นสระน้ำขนาดเล็กกลางป่า และเป็นธารน้ำลงสู่สระมรกต น้ำในสระที่เห็นมีสีน้ำเงินครามเพราะเป็นน้ำที่มีแร่ธาตุต่างๆหลายชนิดเช่น แคลเซี่ยมคาร์บอเนต, แมกนีเซียม, แมงกานีส และกำมะถัน เป็นต้น ทำให้เรามองเห็นน้ำในสระเป็นสีดังกล่าว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช National Park Wildlife and Plant Conservation Department

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม จ.กระบี่

ประวัติความเป็นมา
ในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากป่าเขาประ ป่าบางคราม ป่าช่องศิลา ป่าช่องขี้แรด และป่าใสป่าแก่ ในท้องที่ตำบลทุ่งไทรทอง กิ่งอำเภอลำทับ อำเภอคลองท่อม ตำบลพรุดินนา ตำบลคลองท่อมใต้ ตำบลคลองพน อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และตำบลอ่าวตง อำเภอวังวิเศษ ตำบลกะลาเส อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เนื้อที่ประมาณ 97,700 ไร่ มีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูง สภาพป่าเป็นป่าดิบชื้น มีแหล่งน้ำ แหล่งอาหารของสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครองที่สำคัญหลายชนิดอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น เลียงผา สมเสร็จ เสือโคร่ง เสือลายเมฆ และนกชนิดต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกแต้วแล้วทองคำ ซึ่งเป็นนกที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์ ประกอบกับเป็นป่าต้นน้ำลำธารที่เป็นต้นกำเนิดของคลองและลำห้วยที่สำคัญหลาย สาย เช่น คลองบางเตียว คลองชี และคลองท่อม ฉะนั้น เพื่อรักษาไว้ซึ่งพันธุ์สัตว์ป่าและให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าโดย ปลอดภัย รวมทั้งเป็นการช่วยป้องกันรักษาต้นน้ำลำธารและสภาพแวดล้อม ตามธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ให้คงอยู่ถาวรตลอดไป สมควรกำหนดบริเวณที่ดินป่าดังกล่าว ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดบริเวณที่ดิน ป่าเขาประ ป่าบางคราม ป่าช่องศิลา ป่าช่องขี้แรด และป่าใสป่าแก่ ในท้องที่ตำบลทุ่งไทรทอง กิ่งอำเภอลำทับ อำเภอคลองท่อม ตำบลพรุดินนา ตำบลคลองท่อมเหนือ ตำบลคลองท่อมใต้ ตำบลคลองทน อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และตำบลอ่าวตง อำเภอวิเศษ ตำบลกะลาเส อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ. 2536
 

ลักษณะภูมิประเทศ
 
ลักษณะทั่วไปของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางครามมีสภาพเป็น ป่าดิบชื้น ทางภาคใต้ของไทย จากการแบ่งเขตภูมิอากาศของประเทศไทยตามระบบของ Koppen นั้น พื้นที่แห่งนี้จัดอยู่ในภูมิอากาศแบบ AF คือสภาพอากาศทั่วไปร้อนชื้นทั้งปี สภาพดินฟ้าอากาศมีฝนตกชุกเกือบตลอดทั้งปีโดยส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากลม มรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากข้อมูลลักษณะภูมิอากาศสถิติ 30 ปีของกรมอุตุนิยมวิทยา ของสถานีตรวจวัดอากาศท่าอากาศยาน จังหวัดตรัง และสถานีตรวจวัดอากาศท่าอากาศยาน จังหวัดตรัง และสถานีตรวจวัดอากาศเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย ปริมาณน้ำฝนเดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงที่ฝนตกชุกซึ่งส่วนใหญ่ ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ โดยเดือนที่มีฝนตกมากที่สุดอยู่ในเดือนกันยายน มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยประมาณ 370.5 มิลลิเมตร ส่วนในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมเป็นช่วงที่ฝนแล้งโดยมีฝนตกน้อยที่สุด ในเดือนกุมภาพันธ์ คือ มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยเพียงประมาณ 14.15 มิลลิเมตรเท่านั้น ปริมาณน้ำฝนเมื่อคิดรวมตลอดทั้งปีประมาณ 183.26 มิลลิเมตร อุณหภูมิโดยเฉลี่ยตลอดทั้งปีประมาณ 27.6 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำอยู่ในช่วงมกราคมและกุมภาพันธ์โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 23.6 องศาเซลเซียส จัดอยู่ในเกณฑ์อากาศสบายทั้งปี
 
ลักษณะภูมิอากาศ
 
ลักษณะทั่วไปของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางครามมีสภาพเป็น ป่าดิบชื้น ทางภาคใต้ของไทย จากการแบ่งเขตภูมิอากาศของประเทศไทยตามระบบของ Koppen นั้น พื้นที่แห่งนี้จัดอยู่ในภูมิอากาศแบบ AF คือสภาพอากาศทั่วไปร้อนชื้นทั้งปี สภาพดินฟ้าอากาศมีฝนตกชุกเกือบตลอดทั้งปีโดยส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากลม มรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากข้อมูลลักษณะภูมิอากาศสถิติ 30 ปีของกรมอุตุนิยมวิทยา ของสถานีตรวจวัดอากาศท่าอากาศยาน จังหวัดตรัง และสถานีตรวจวัดอากาศท่าอากาศยาน จังหวัดตรัง และสถานีตรวจวัดอากาศเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ แล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย ปริมาณน้ำฝนเดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงที่ฝนตกชุกซึ่งส่วนใหญ่ ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ โดยเดือนที่มีฝนตกมากที่สุดอยู่ในเดือนกันยายน มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยประมาณ 370.5 มิลลิเมตร ส่วนในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมเป็นช่วงที่ฝนแล้งโดยมีฝนตกน้อยที่สุด ในเดือนกุมภาพันธ์ คือ มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยเพียงประมาณ 14.15 มิลลิเมตรเท่านั้น ปริมาณน้ำฝนเมื่อคิดรวมตลอดทั้งปีประมาณ 183.26 มิลลิเมตร อุณหภูมิโดยเฉลี่ยตลอดทั้งปีประมาณ 27.6 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำอยู่ในช่วงมกราคมและกุมภาพันธ์โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 23.6 องศาเซลเซียส จัดอยู่ในเกณฑ์อากาศสบายทั้งปี
 
พืชพรรณและสัตว์ป่า
 
พืชพรรณ
 
สังคมพืชป่าไม้ทางภาคใต้ของประเทศไทยนั้นจัดอยู่ในเขตภูมิพฤกษ์แบบ Indo-Chinese และแบบ Indo-Malaysian ที่คาบเกี่ยวซ้อนทับกันอยู่ ซึ่งสังคมพืชโดยส่วนใหญ่จะเป็นสังคมป่าดงดิบ สังคมป่าดงดิบชื้น (Tropical Rain Forest) พื้นเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่แห่งนี้ไม้วงศ์ยาง ซึ่งเป็นพรรณไม้ดัชนีของเขตภูมิพฤกษ์ขึ้นกระจายเป็นไม้เด่น เช่น ยางยูง ยางมันหมู ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ตะเคียนทราย กระบาก ตะเคียนสามพอน เคี่ยม หลุมพอ นอกจากไม้วงศ์ยางแล้วยังมีไม้ชนิดอื่นๆ ที่สำคัญที่พบเป็นไม้เรือนยอดรองในป่าแห่งนี้ซึ่งขึ้นเบียดเสียดอยู่ภายใต้ เรือนยอดไม้เด่นอีกเช่น อินทนิลน้ำ นากบุตร กระท้อนป่า ตองจิง เสียดช่อ หว้า ไทร กระเพลาพระ เนียง ตีนนก จำปาป่า และตะแบก บริเวณพื้นล่างของป่านั้นจะแน่นทึบ มีจำนวนมากได้แก่ หวายต่างๆ เช่น หวายขี้เสี้ยน หวายกำพวน หวายขี้ไก่ ระกำ พรรณไม้จำพวกข่า หลาวชะโอน และลูกไม้กล้าไม้ ของเรือนยอดชั้นบน และเรือนยอดชั้นรอง แล้วยังมีไผ่หลายชนิด เช่น ไผ่ลำลอก ไผ่คายดำ ไผ่ป่า ไผ่รวกและไผ่ผาก เป็นต้น สังคมป่ารุ่นที่สอง (Secondary Forest) ชนิดพรรณไม้ที่พบ เช่น แต้ว ส้านใบเล็ก เพกา อีดบง ต้นไอ้กล้อง เหยื่อจง และพรรณไม้ในสกุล Eugenia อีกหลายชนิด สังคมป่าพรุ (Swamp Forest) เป็นสังคมป่าดงดิบพิเศษอีกชนิดหนึ่ง พรรณไม้ที่พบในป่าพรุมักจะมีการปรับตัวตามสภาพของถิ่นที่ปรากฏ คือ มักมีรากแก้วสั้น รากด้านข้างแผ่กว้าง และมีพูพอน บางชนิดมีรากค้ำยัน บริเวณนี้ได้แก่ สะเตียว ทุ่งฟ้า ชมพู่น้ำ อ้ายบ่าว หว้าหิน พ้อ หลาวชะโอน เป็นต้น

ป่าดิบชื้น (Tropical Rain Forest)

จัดเป็นป่าที่สมบูรณ์ที่สุด และสวยงามที่สุดตามธรรมชาติ
พบในที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางไปจนถึง 1,000 เมตร
ป่าชนิดนี้ไม่เคยแห้งแล้ง และมีความเขียวชอุ่มตลอดปี
พันธุ์ไม้จะขึ้นเบียดเสียดกันเป็นชั้นๆ
ชั้นบนสุดเรือนยอดสูงประมาณ 40 เมตร ชั้นที่สองเป็นต้นไม้ขนาดกลาง
สูงประมาณ 15-30 เมตร ชั้นที่สามเป็นต้นไม้ขนาดเล็ก
มีความสูงประมาณ 5-15 เมตร ชั้นสุดท้ายเป็นชั้นของพืชที่ไม่ชอบแดด
เช่น ขิง ข่า บุก บอน ตลอดจนเฟิร์น ไม้เด่นในสังคมป่าดิบชื้น
เช่น ไม้วงศ์ยาง, หว้า, ไม้วงศ์ปาล์ม หวาย, วงศ์ขิง ข่า เป็นต้น

ป่าบริสุทธิ์ (Primaty Forest)

คือป่าที่ยังเป็นธรรมชาติ ป่าแก่ หรือป่าที่ยังไม่เคยถูกบุกรุก หรือแผ้วถามมาก่อน ซึ่งเราสังเกตได้จากลักษณะของต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่โตกว่าบริเวณอื่น ทำให้ยังคงมีความสมบูรณ์อยู่ สัตว์ป่าจึงสามารถเข้ามาใช้พื้นที่บริเวณนี้เพื่อเป็นแหล่งหาอาหาร ทั้งจำพวกสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหารและสัตว์ผู้ล่า

ทุ่งฟ้า APOCYNACEAE

พันธุ์ไม้พระราชทานของจังหวัดกระบี่
Alstonia macrophylla Wall. Ex G. Don
ชื่ออื่น กระทุ้งฟ้าไห้ ทุ้งฟ้าไก่ (ชุมพร) ตีนเทียน (สงขลา)
พวมพร้าว (ปัตตานี)
ทุ้งฟ้า เป็นไม้ต้นสูง 30 เมตร ลำต้นเปลาตรง โคนมีพูพอนเล็กน้อย
เปลือกสีเทาถึงน้ำตาลเข้ม เปลือกในสีเหลือง ถึงน้ำตาลอ่อน
มีน้ำยางสีขาวไหลเมื่อสับ ใบ เดี่ยว เรียงเป็นวงรอบกิ่ง วงละ 3-4 ใบ
แผ่นใบรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับ กว้าง 3-10 ซม. ยาว 5.5-28 ซม.
ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแคบเป็นรูปลิ่ม เส้นแขนงใบ 14-21 คู่
ท้องใบมีขนประปราย ก้านใบยาว 0.6-2.5 ซม. ดอก เล็ก สีขาว
ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง หรือตามง่ามใบ ผล เป็นฝักเรียว
ผิวเกลี้ยงออกเป็นคู่ยาว 22-40 ซม. กว้าง 2-4 มม. เมล็ดเล็ก
รูปขอบขนาน มีขนปุยเป็นกระจุกทั้งสองข้าง ทุ้งฟ้ามีการกระจายพันธุ์
ตามชายป่าและพื้นที่โล่งในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ที่ความสูงตั้งแต่ระดับ
ทะเลปานกลางถึง 300 เมตร ออกดอกเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์
ผลแก่เดือนเมษายน-มิถุนายน เนื้อไม้ใช้ในการก่อสร้าง เป็นไม้พื้น
และเฟอร์นิเจอร์

ดงเฟิร์น

จัดเป็นพืชยุคโบราณสมัยดึกดำบรรพ์ มักพบขึ้นอยู่ในที่ชุ่มชื้น
เช่น ในป่าดงดิบและพื้นที่ริมน้ำ ลักษณะเด่นของเฟิร์นคือ ใบอ่อน
ที่เพิ่งงอกจะขดม้วนเหมือนลานนาฬิกาและค่อยๆ คลายออก
เมื่อเวลาผ่านไป หากพลิกดูด้านหลังใบเฟิร์นแก่ๆ
อาจพบอัปสปอร์ที่มีลักษณะเหมือนตุ่มเล็กๆ สีน้ำตาลอมส้ม
นั่นคือที่เก็บสปอร์ขนาดเล็กมากๆ หากสปอร์ซึ่งมีลักษณะเหมือน
ผงฝุ่นสีน้ำตาลเหล่านั้นปลิวไปตกตามแหล่งน้ำที่ชุ่มชื่น
ก็จะเกิดกระบวนการเจริญเติบโตเป็นต้นเฟิร์นกอใหม่ได้ต่อไป
 

สัตว์ป่า

เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศและลักษณะของสังคมพืชบริเวณเขตรักษา พันธุ์สัตว์ ป่าเขาประ-บางคราม เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม พบ 136 ชนิด 3 วงศ์ เป็นสัตว์ป่าสงวน 3 ชนิด ได้แก่ เลียงผา, แมวลายหินอ่อน และ สมเสร็จ นอกจากสัตว์ป่าสงวนยังมีสัตว์อื่นหลายชนิด เช่น หมูป่า เสือลายเมฆ เสือไฟ เก้ง กระจกเล็ก อีเห็นหน้าขาว หมาไน หมีหมาหรือหมีคน นากเล็บสั้น และยังมีพวกลิงค่างและชะนีอีกหลายชนิด เช่น ค่างดำ ค่างแว่นถิ่นใต้ ลิงกัง ลิงเสน กระรอกสามสี กระรอกท้องเทา กระรอกข้างแดง กระรอกหางม้าเล็ก พญากระรอกเหลือง ส่วนบางและลิงลม สัตว์ปีกหรือนก พบนกในพื้นที่จำนวน 313 ชนิด ใน 52 วงศ์ ได้แก่ นกโพระดกหลากสี นกจู๋เต้นตีนใหญ่ นกหกใหญ่ นกเงือกดำ นกพรานผึ้ง และนกแต้วแล้วท้องดำ สัตว์เลื้อยคลาน จากการสำรวจพบไม่น้อยกว่า 119 ชนิด ใน 15 วงศ์ เช่น เต่าเหลือง ตะพาบน้ำ แลนหรือตะกวด กิ้งก่าบินปีกสีส้ม งูเหลือม และงูเขียวหางไหม้ เป็นต้น สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น กบต่างๆ ที่มีมากและมีอยู่ทั่วไป เช่น กบทูด เขียดต่างๆ ปาด อึ่งอ่าง พวกปลาดุก ปลากระสูบ ปลาช่อน ฯลฯ
 
ข้อมูลทั่วไป
 
ลักษณะของชุมชนในพื้นที่
 
หน่วยพิทักษ์ป่าหินเพิง หมู่ที่ 8 บ้านหินเพิง ตำบลคลองพล อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ แผนที่ระวาง 4824 I พิกัด UTM 278678 หน่วยพิทักษ์ป่าเขาประ ตั้งอยู่ในท้องที่ หมู่ที่ 8 บ้านคลองชะมวง ตำบลพรุนาดิน อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ แผนที่ระวาง 4824 I พิกัด UMT 297832 หน่วยพิทักษ์ป่าร้อนชั้นพันวา ตั้งอยู่ในท้องที่ หมู่ที่ 11 บ้านร้อยชั้นพันวา ตำบลอ่าวตง อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง แผนที่ระวาง 4824 I พิกัด UMT 359715 หน่วยพิทักษ์ป่าทุ่งไทรทอง ตั้งอยู่ในท้องที่ หมู่ที่ 1 ตำบลทุ่งไทรทอง อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ แผนที่ระวาง 4824 I พิกัด UMT 353823 หน่วยพิทักษ์ป่าโตนชี ตั้งอยู่ในท้องที่ หมู่ที่ 9 บ้านโตนชี ตำบลอ่าวตง อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง แผนที่ระวาง 4824 I พิกัด UMT 375680
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.krabi-tourism.org

การเดินทางไปยังสระมรกต

- ทางรถยนต์ เริ่มต้นจากกรุงเทพมหานคร โดยรถยนต์โดยสาร (บ.ข.ส.) หรือรถทัวร์ปรับอากาศ (V.I.P.) ของบริษัทขนส่งลิกไนท์ ทัวร์ ถึงตัวจังหวัดกระบี่ ระยะทางประมาณ 800 กิโลเมตร โดยรถยนต์โดยสารประจำทางไปลงที่ตัวอำเภอคลองท่อม ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร โดยรถจักรยานยนต์รับจ้าง ถึงสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ระยะทางประมาณ 858 กิโลเมตร - ทางรถไฟ เริ่มจากกรุงเทพมหานคร โดยขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ลงที่สถานีห้วยยอด ระยะทางประมาณ 800 กิโลเมตร - โดยสารรถประจำทางสายตรัง-ภูเก็ต หาดใหญ่-ภูเก็ต ตรัง-กระบี่ ถึงระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร - โดยสารรถจักรยานยนต์รับจ้างถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ระยะทาง 14.50 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งหมด ประมาณ 885 กิโลเมตร - โดยรถส่วนบุคคล สามารถที่จะขับรถจากกรุงเทพมหานคร ไปตามถนนสายเพชรเกษม ถึงจังหวัดกระบี่ประมาณ 800 กิโลเมตร แล้วขับไปอีก 40 กิโลเมตร ถึงอำเภอคลองท่อม จากนั้นขับรถไปอีกตามถนนลูกรัง ระยะทางได้จัดประมาณ 14.50 กิโลเมตร ถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ซึ่งระหว่างทางมีทางแยกต่างๆ ทางเจ้าหน้าที่ได้จัดทำป้ายบอกไว้ทุกทางแยก สะดวกในการเดินทางทางรถยนต์ เริ่มต้นจากกรุงเทพมหานคร โดยรถยนต์โดยสาร (บ.ข.ส.) หรือรถทัวร์ปรับอากาศ (V.I.P.) ของบริษัทขนส่งลิกไนท์ ทัวร์ ถึงตัวจังหวัดกระบี่ ระยะทางประมาณ 800 กิโลเมตร โดยรถยนต์โดยสารประจำทางไปลงที่ตัวอำเภอคลองท่อม ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร โดยรถจักรยานยนต์รับจ้าง ถึงสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ระยะทางประมาณ 858 กิโลเมตร - ทางรถไฟ เริ่มจากกรุงเทพมหานคร โดยขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟหัวลำโพง ลงที่สถานีห้วยยอด ระยะทางประมาณ 800 กิโลเมตร - โดยสารรถประจำทางสายตรัง-ภูเก็ต หาดใหญ่-ภูเก็ต ตรัง-กระบี่ ถึงระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร - โดยสารรถจักรยานยนต์รับจ้างถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ระยะทาง 14.50 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งหมด ประมาณ 885 กิโลเมตร - โดยรถส่วนบุคคล สามารถที่จะขับรถจากกรุงเทพมหานคร ไปตามถนนสายเพชรเกษม ถึงจังหวัดกระบี่ประมาณ 800 กิโลเมตร แล้วขับไปอีก 40 กิโลเมตร ถึงอำเภอคลองท่อม จากนั้นขับรถไปอีกตามถนนลูกรัง ระยะทางได้จัดประมาณ 14.50 กิโลเมตร ถึงเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ซึ่งระหว่างทางมีทางแยกต่างๆ ทางเจ้าหน้าที่ได้จัดทำป้ายบอกไว้ทุกทางแยก สะดวกในการเดินทาง

กิจกรรมที่น่าสนใจ

- เดินชมและศึกษาธรรมชาติ ดูนก
- เล่นน้ำบริเวณสระมรกต
- ฯลฯ