www.krabiall.com
 

ชื่อที่เรียก : นกแต้วแล้วท้องดำ

นกแต้วแล้วท้องดำ


ชื่ออื่นๆ : ได้แก่ นกแต้วแล้ว นกเต้าเล้า นกเต้นตามกวาง นกกระเต้น ( ปักษ์ใต้) หรือนกกอหล๋อ นกเต้นหัวแพร

ลักษณะ : ลักษณะสีสันของเพศผู้และเพศเมียจะแตกต่างกัน โดยนกแต้วแล้วเพศผู้ บริเวณหัวและท้ายทอยจะมีสีน้ำเงินแกมฟ้าสดใส ตัดกับใบหน้าและหน้าผาก ซึ่งมีสีดำสนิทคอสีขาวครีม อกส่วนบนเป็นแถบสีเหลืองสด อกส่วนล่างจะมีสีดำเป็นมัน ท้องและก้นสีดำ ด้านข้างลำตัวเป็นสีเหลือง และมีลายสีดำสั้น ๆ คาดเป็นบั้ง ๆ ตลอดแนว ลำตัวด้านบนเป็นสีน้ำตาลแกมเหลือง ปีกเป็นสีน้ำตาลเข้มกว่าลำตัวเล็กน้อย หางและขนคลุมทางด้านบนเป็นสีฟ้าอมเขียว ราวกับสีของเครื่องประดับประเภทหยก กลางหางเป็นสีดำเรียบ ๆ ขาเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ ปากเป็นสีดำ ส่วนนกแต้วแล้วเพศเมีย ลักษณะเด่นก็คือ หัวและท้ายทอยสีน้ำตาลเหลือง บริเวณหัว ตา หลังตา และขนคลุมหูสีดำ คอสีเหลืองครีม บริเวณส่วนล่างของลำตัวมีสีขาวอมเหลืองและมีลายสีดำสั้น ๆ คาดตามขวางของลำตัว ส่วนหางและด้านบนของลำตัว ปีก รวมทั้งส่วนอื่น ๆ คล้ายเพศผู้ แต่เพศเมียจะมีขนาดย่อมกว่าเพศผู้เล็กน้อย โดยทั่วไปนกแต้วแล้วท้องดำมีขนาดความยาวประมาณ 22 เซนติเมตร เป็นนกที่มีขนาดเล็ก ลำตัวอ้วนป้อม หัวโต ขาแข็งแรง หางสั้น เวลาหากินชอบกระโดดอยู่ตามพื้นป่า และส่งเสียงร้องไปด้วย ชอบทำรังบนกอระกำและกอหวาย ซึ่งมีหนามแหลม ใกล้ลำธารเล็ก ๆ เพื่อสะดวกต่อการหาอาหาร กินไส้เดือน ตัวอ่อนด้วง ปลวก จิ้งหรีด ตั๊กแตน หอยทาก และกบ เมื่อตกใจหรือมีอันตรายจะร้อง "แต้ว...แต้ว..." เพื่อเป็นสัญญาณเตือนนก ตัวอื่น วางไข่คราวละ 3 - 4 ฟอง

ประโยชน์ : นกแต้วแล้วท้องดำ ชอบอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้นและป่ารุ่นในระดับพื้นราบ ชอบอยู่ตามลำพัง ไม่รวมกลุ่ม เดิน และชอบกระโดดหากินอยู่บนพื้นดิน บางครั้งเกาะตามกิ่งของไม้พุ่มหรือตามขอนไม้ เมื่อมีสิ่งรบกวนจะกระโดดเข้าไปหลบซ่อนตามพุ่มไม้ หรือบินหนี ในระยะที่ไม่ไกลและไม่สูงมากนัก
นกแต้วแล้วท้องดำวางไข่ครั้งละประมาณ 3 – 4 ฟอง ไข่มีลักษณะสีขาวนวล แต้มด้วยจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ โดยทั่วไปนกแต้วแล้วท้องดำจะเริ่มจับคู่ผสมพันธุ์ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-กรกฎาคม ระยะเวลาของการกกไข่ยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่าอยู่ระหว่าง 10 - 14 วัน โดยทั้งพ่อแม่ช่วยกันกกไข่ เ มื่อไข่ฟักออกเป็นตัว พ่อแม่นกจะทำลายเปลือกไข่โดยกินเสียทั้งหมด เพื่อเป็นการอำพรางศัตรู เพียงหนึ่งสัปดาห์ลูกนกเริ่มมีขนเป็นเส้นกลม ๆ สีเทาดำอยู่ทั่วตัว เมื่ออายุได้ 14 วัน ขนจะขึ้นเต็มตัว จากการศึกษาพบว่าลูกนกจะออกจากรังเมื่ออายุประมาณ 15 - 16 วัน

แหล่งที่พบ : ปัจจุบันพบที่ เขานอจู้จี้ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ - บางคราม อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ประเทศไทย เท่านั้น

สระแก้วมรกต จังหวัดกระบี่

ตำบล : คลองท่อมเหนือ

อำเภอ : คลองท่อม

จังหวัด : กระบี่

ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ได้ : สามารถเดินทางมาเที่ยวชมได้ทุกฤดูกาล

ชื่อสามัญ :
Gurney's Pitta

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pitta gurneyi Hume, 1875

ชื่อวงศ์ : Pittidae

รังนกแต้วแล้วท้องดำ

รังนกแต้วแล้วท้องดำ

ปัญหาการบุกรุกพื้นที่โดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขาประ - บางคราม เป็นปัญหาใหญ่ที่ กรมอุทยานแห่งชาติ จะต้องเร่งดำเนินการแก้ไข และวางแผนที่จะนำพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์บางส่วนที่ยังไม่ได้รับผนวกให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ - บางคราม 8,500 ไร่ และอีกประมาณ 7,500 ไร่ ที่ยังคงสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติให้เปลี่ยนเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั้งหมด เพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าและอนุรักษ์ฟื้นฟูป่ากลับคืนมาให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์

สำหรับนกแต้วแร้วท้องคำ ปัจจุบันมีเหลือเพียง 15 คู่เท่านั้น และมีอยู่เพียงแห่งเดียวในโลกคือ ที่เขานอจู้จี้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ป่าที่ราบต่ำผืนสุดท้ายของภาคใต้ ซึ่งได้รับการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ - บางคราม

การสูญพันธุ์ของนกแต้วแร้วในกรณีที่ไม่ป้องกัน เกิดขึ้นเนื่องจากถูกบุกรุกถิ่นอาศัย จากผู้คนที่เข้ามาใช้พื้นที่ทำสวนปาล์มน้ำมัน สวนยางพารา ปลูกบ้านเรือนทำเป็นชุมชน จนถิ่นอาศัยของนกหมดไป ทำให้นกลดจำนวนลงไปด้วย รวมทั้งมีการดักจับนกไปขาย เพราะนกแต้วแร้วท้องดำเป็นนกสวยงาม มีตัวสีเหลือง ท้องสีดำ หัวสีดำ ปกติกินหนอน แมลง ไส้เดือนตามพื้นดิน มีขาแข็งแรงไว้กระโดด ตัวขนาดเท่านกกระทา

ทั้งนี้ นกแต้วแร้วท้องดำ มีการกระจายพันธุ์ทางแถวตอนใต้ของพม่า และภาคใต้ของประเทศไทย พบครั้งแรกเมื่อปี 2418 และได้ลดจำนวนลงจนกระทั่งปี 2479 เป็นครั้งสุดท้าย ที่มีผู้พบนกแต้วแร้วท้องดำในโลก คนจึงคิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่มีผู้พยายามค้นหาจนกระทั่งในปี 2529 พบว่า ยังมีนกแต้วแร้วท้องดำเหลือที่สุดท้ายที่เขานอจู้จี้ และมีการอนุรักษ์นกชนิดนี้เรื่อยมา

ตามข้อมูลของสมาคมอนุรักษ์นก ระบุว่า เมื่อปี 2529 มีนกแต้วแร้วอยู่ 40 คู่ แต่ปัจจุบันสมาคมอนุรักษ์นก สำรวจเหลือว่าอยู่ไม่เกิน 15 คู่ จึงจำเป็นต้องอนุรักษ์นกแต้วแร้วท้องดำไว้ เพราะไม่ใช่แค่เป็นทรัพยากรที่สำคัญของเมืองไทย แต่เป็นสิ่งมีค่าของโลกที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอนุรักษ์ไว้

นอกจากนั้น ล่าสุด สมาคมอนุรักษ์นก ร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช องค์การอนุรักษ์นกที่ประเทศอังกฤษ (The Royal Society for the Protection of Birds) หรือ RSPB และกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ประเทศไทย ได้จัดทำแผนฟื้นฟูสถานภาพนกแต้วแร้วท้องดำ โดยจะเน้นให้ชาวบ้านร่วมอนุรักษ์นกแต้วแร้วท้องดำกับภาครัฐ รวมทั้งต้องใช้กฎหมายจัดการผู้มีอิทธิพลที่เข้าไปบุกรุกทำลายป่า โดยตั้งเป้าว่า ชุมชนต้องอยู่ดีมีสุข ท่ามกลางดิน น้ำ ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์ และมีนกแต้วแร้วท้องดำเพิ่มมากขึ้น

สำหรับเขานอจู้จี้ อยู่ ต.คลองท่อมเหนือ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ห่างจากตัวอำเภอไปประมาณ 25 กม. ซึ่งนอกจากนกแต้วแร้วท้องดำแล้ว พื้นที่นี้ยังพบนกชนิดอื่น ๆ อีกด้วย เช่น นกเงือกดำ นกกระเต็นสร้อยคอสีน้ำตาล ไก่จุก นกเดินดงหัวสีส้ม ฯลฯ

ตามข้อมูลกรมป่าไม้ เขานอจู้จี้นี้เป็นป่าที่ราบต่ำแห่งสุดท้าย อันเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของนกแต้วแร้วท้องดำ (Gurney"s Pitta) ที่อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ รวมทั้งนกชนิดอื่นๆ อีกไม่ต่ำกว่า 307 ชนิด เช่น นกแซวสวรรค์ (Asian Paradise - flycatcher) นกเงือกดำ (Black Hornbill) นกปรอดดำปีกขาว (Black - and - White Bulbul) นกแต้วแร้วยักษ์ (Giant Pitta) นกเปล้าหน้าแดง (Jambu Fruit - Dove) นกจู๋เต้นลาย (Striped Wren - Babbler) ไก่ฟ้าหน้าเขียว (Crested Fireback) และนกพญาปากกว้างท้องแดง (Black - and - Red Broadbill) เป็นต้น

ขอขอบคุณที่มา : http://www.biogang.net/content_detail.php?menu=biodiversity&uid=998&id=3579

ขอขอบคุณวีดีโอจาก Youtube จากเว็บไซต์ http://www.birdingetc.com ผู้นำมาเผยแพร่ครับ